Social Enterprise เพื่อสังคมที่มีความสุขมากขึ้น

การทำธุรกิจในทุกวันนี้ ต้องควบคู่ไปกับการสร้างความยั่งยืนให้กับคนที่อยู่รอบข้างด้วย และรูปแบบที่กำลังได้รับความสนใจ และ ทำกันมากขึ้นคือ SOCIAL ENTERPRISE เพราะเป็นรูปแบบของการทำธุรกิจที่เติบโตไปพร้อมๆ กันกับชุมชนรอบข้าง เราจะพาไปรู้จักกับรูปแบบของคำว่า Social Enterprise จากผู้รู้เรื่องนี้กัน คือ รศ.ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ คณบดีคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ในฐานะที่ อาจารย์คลุกคลี และ ศึกษา เรื่องราวเกี่ยวกับ SOCIAL ENTERPRISE

ความหมายของ Social Enterprise

Social Enterprise คือการทำธุรกิจเพื่อสังคม ที่ประเทศอังกฤษทำเรื่องนี้อย่างจริงจังมาก สามารถนำมาเป็นแบบอย่างได้ โดยใช้เงินจากคนที่ไม่ได้เบิกเงินที่ธนาคารประมาณ 50,000 ล้านปอนด์มาเป็นกองทุนสำหรับให้ธุรกิจเพื่อสังคมยืมใช้ ธุรกิจเพื่อสังคมถูกตั้งขึ้นมาจากปัญหา เช่น ปัญหาคนไร้บ้าน ปัญหาคนออกจากคุกแล้วกลับเข้าคุกใหม่ ซึ่งที่ประเทศอังกฤษมีการให้รางวัลแก่ธุรกิจเพื่อสังคมทุกปี ตัวอย่างธุรกิจเพื่อสังคมที่แก้ปัญหาอย่างเห็นได้ชัดเรื่องคนไร้บ้าน คือ Big issue ซึ่งเป็นหลักคิดว่าทำนิตยสารเล่มหนึ่ง แล้วให้คนไร้บ้านไปยืนขายราคาเล่มละ 1.50 ปอนด์ ที่ประเทศไทยก็มีหลายที่ที่ทำ Social Enterprise เช่น ดอยตุง ฯลฯ

ธุรกิจที่แก้ปัญหาทางสังคมอย่างยั่งยืน

ธุรกิจทั่วไปจะมองที่กำไรเป็นตัวตั้ง แล้วค่อยนำกำไรบางส่วนไปทำ CSR (Corporate Social Resp onsibility) ซึ่งไม่ใช่การแก้ปัญหาทางสังคมที่ยั่งยืน แต่ Social Enterprise จะเป็นการแก้ปัญหาทางสังคมที่ยั่งยืน เนื่องจากนำปัญหาเป็นที่ตั้ง เช่น ที่ดอยตุง เห็นว่ามีชาวบ้านที่ปลูกฝิ่น ทำไร่เลื่อนลอยเป็นปัญหา สมเด็จย่าทรงเห็นว่าอยากทำให้ชาวบ้านมีโอกาสในการเลิกฝิ่น แล้วมาปลูกผักเมืองหนาว หลังจากนั้นไร่เลื่อนลอยก็หายไป กลายมาเป็นบริษัทดอยตุง ทำกาแฟ ชาวบ้านมีอาชีพที่แน่นอน หรือคุณมีชัย วีระไวทยะตั้งโรงเรียนมีชัยพัฒนาขึ้นมา เพื่อให้การศึกษาแก่เด็กยากจนจากจังหวัดบุรีรัมภ์ นอกจากนี้คุณมีชัยยังทำร้านอาหารชื่อว่า Ca bbages & Condoms มีสาขาทั้งที่กรุงเทพฯ พัทยา อังกฤษ แล้วนำกำไรปีละ 48 ล้านบาทกลับมาช่วยพัฒนาโรงเรียนมีชัยพัฒนา และคุณมีชัยยังนำเด็กจากโรงเรียนมีชัยพัฒนามาช่วยเสิร์ฟอาหารช่วงปิดเทอม รวมถึงนำคนด้อยโอกาสทางสังคม เช่น คนไร้ที่พึ่ง คนที่มีปัญหาเรื่องครอบครัว มาช่วยงานที่ร้านอาหารด้วย

ที่ต่างประเทศ เช่น อังกฤษ จะมีมาตรฐานและผลประโยชน์ของ Social Enterprise อย่างชัดเจน คือได้รับการประเมินจากบริษัท The Best Corporation ว่าทำธุรกิจ Social Enterprise ถูกต้องหรือไม่ นำคนด้อยโอกาสมาทำงานจริงหรือไม่ สินค้ามีคุณภาพดีหรือไม่ และจะได้แต้มต่อจากบริษัทอื่นๆเมื่อเข้าร่วมการประมูลงานจากลูกค้า

สำหรับประเทศไทยยังไม่มีการประเมิน Social Enterprise อย่างชัดเจนนัก แต่ก็มีกฎหมายวิสาหกิจชุมชนเพื่อสนับสนุนธุรกิจเพื่อสังคมออกมาแล้ว ว่าถ้าสามารถแก้ไขปัญหาของคนยากจน คนไร้ถิ่น คนพิการ หรือผู้สูงอายุได้ ก็จะถือว่าเป็นธุรกิจเพื่อสังคม ปัจจุบันรัฐบาลกำลังมีนโยบายให้กู้เงิน ลดภาษี และแต้มต่อสำหรับการประมูลงานของหน่วยงานภาครัฐสำหรับผู้ทำธุรกิจเพื่อสังคม ตัวอย่าง Social Enterprise ที่ รศ. ดร. ชลวิทย์ เจียรจิตต์และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ( มศว) กำลังทำอยู่ คือ การเพิ่มโอกาสการทำงานของคนที่ออกจากคุก โดยร่วมกับทางมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัยให้ฝึกอบรมด้าน Mindset ส่วนทางมศว จะฝึกอบรมด้านอาชีพ แล้วส่งไปทำงานตามสถานที่ที่เหมาะสม

ทำธุรกิจด้วยใจที่อยากช่วยสังคม

Social Enterprise นั้นไม่ได้แก้ปัญหาเฉพาะเรื่องคนเท่านั้น แต่สามารถแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง เช่น สิ่งแวดล้อม พลาสติก โลกร้อน ปัจจุบันมีร้านอาหารหลายร้านที่ใช้ผักปลอดสารพิษมาปรุงอาหาร ก็จัดว่าเป็น Social Enterprise แต่ของ Social Enterprise ที่อังกฤษจะเน้นที่การแก้ปัญหาเรื่องคนด้อยโอกาสในสังคม คนพิการ ปัญหาของ Social Enterprise ของไทย คือ ยังไม่มีเงินทุนเพียงพอ Mindset ยังไม่ดีพอ การทำ Social Enterprise นั้นต้องมีใจอยากช่วยสังคมจริงๆ ไม่ใช่มุ่งหวังกำไรสูงสุด รัฐบาลควรมีกองทุนช่วยเหลือนักธุรกิจ Social Enterprise เพื่อเพิ่มโอกาสของการทำ Social Enterprise

ที่มหาวิทยาลัย Northampton ได้ตั้งบริษัทเพื่อทำ Social Enterprise อย่างจริงจังมาก คือ นำคนที่ออกจากคุกมาปรับ Mindset สภาพร่างกายและสภาพอารมณ์ให้สมบูรณ์ก่อน แล้วจึงนำไปพัฒนาเรื่องความรู้ โดยพิจารณาว่าถนัดด้านไหน ก็จะส่งต่อไปเรียนด้านนั้น ถือได้ว่ามหาวิทยาลัย Northampton เป็นแม่แบบที่ประสบความสำเร็จในการลดอัตราการกลับเข้าคุก (Turn over) จาก 40% เหลือ 5-10% เท่านั้น

Social Enterprise จะประกอบไปด้วยหลัก 7 ข้อ คือ 1) ปรับมุมมองเรื่องการสื่อสาร 2) ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน 3) เชิญทุกคนที่เกี่ยวข้องมาพูดคุยร่วมกัน 4) ปรับ Mindset และ Attitude โดยนักจิตวิทยา ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก 5) คาดหวังความสำเร็จ 6) ปรับบุคลิกภาพ 7) เชื่อมั่นและภาคภูมิใจในตัวเอง ซึ่งการทำ Social Enterprise จะทำให้ชีวิตของมนุษย์จะมีความสุขและมีความเป็นมนุษย์ที่แท้จริงเพิ่มมากขึ้น

นับได้ว่าการทำธุรกิจในสมัยนี้นอกจากจะแสวงหาผลกำไรเพียงอย่างเดียวแล้ว ถ้ามีส่วนใดส่วนหนึ่งทำเพื่อสังคมแล้ว จะทำให้สังคมนั้นน่าอยู่ขึ้นจากการช่วยพัฒนาสังคมผ่านธุรกิจที่ทำอยู่ เป็นการช่วยประเทศชาติในอีกมิติหนึ่งเลยทีเดียว

 

 

 

Back